ผมร้องไห้เมื่อเห็นกะบะฮ์ครั้งแรก
 Printable format

ผมร้องไห้เมื่อเห็นกะบะฮ์ครั้งแรก

'I cried at sight of the Kaaba' 

 

โดย หมู่เฉียน

แปลโดย อัล-ฮิลาล

http://www.chinesemuslimthailand.com/index.php

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

ปีนี้มีฮุจญาตประมาณ 2.5 ล้านคนจาก 187 ประเทศทั่วโลกร่วมประกอบพิธีฮัจย์ สมัยนบีมุฮัมหมัดไม่มีเครื่องบินที่นำฮุจญาตมาสู่ซาอุฯ ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงเช่นทุกวันนี้ แต่ฮุจญาตยุคนั้นไม่ต้องประสบปัญหาการขนส่งและการรักษาความปลอดภัยเหมือนสมัยปัจจุบันเพราะผู้คนมาร่วมพิธีมากมายกว่า 2 ล้านคนเช่นนี้ 

ตอนนี้ แม้แต่น้ำซัมซัมที่นบีมุฮัมหมัดเคยให้สาวกดื่มก็มีการจัดหาให้แขกในทุกโรงแรมในเมกกะแล้ว

1,400 ปีที่ผ่านมานี้ ฮัจย์ไม่เคยเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายสำหรับมุสลิม ทุกปีต้องมีฮุจญาตล้มตายจากโรคภัยและสาเหตุอื่นๆ ต่างกันออกไป แต่นั่นก็มิได้ขัดขวางผู้แสวงบุญจากทั่วโลกที่มุ่งมั่นเดินตามรอยเท้าของท่านศาสนฑูต

ในบรรดาฮุจญาต 2.5 ล้านคน มีชาวจีนรวมอยู่ด้วย 9,785 คน (ความจริงแล้วต้องบวกอีก 4,700 คนที่เดินทางผ่านปากีสถาน) ซึ่งตอนนี้ต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่า "ฮัจยี" หรือ "ฮัจยะฮ์" แล้ว เพื่อบ่งบอกว่าผู้นั้นได้ประกอบพิธีฮัจย์ หน้าที่สำคัญของมุสลิมเรียบร้อยแล้ว

"ตอนเห็นกะบะฮ์ครั้งแรก ผมปิติจนร้องไห้ออกมา" เจียไห่เชิง ฮุจญาตวัย 65 จากมณฑลชิงไห่กล่าว

มุสลิมทั่วโลกต้องละหมาดหันมาทางทิศของกะบะฮ์ที่เมืองเมกกะวันละ 5 เวลา การประกอบพิธีฮัจย์ก็เริ่มต้นและจบลงที่การตอวาฟ (วนขวา) รอบกะบะฮ์ 7 รอบ

"ผมละหมาดหันมาทางกะบะฮ์มาตลอดชีวิต ตอนนี้ผมได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ได้สัมผัสด้วยมือของตัวเอง" เจียกล่าว "ไม่มีคำพูดใดๆ จะมาอธิบายความรู้สึกนี้ได้เลย"

หยางจงเหริน วัย 53 จากมณฑลกั่นซู่ กล่าวว่า เขาเองก็ร้องไห้ตอนเห็นกะบะฮ์ครั้งแรกเหมือนกัน เขามาทำฮัจย์ครั้งแรกในปี 1994 หนที่สองมากับพ่อวัย 70 เศษในปี 2000 พ่อของเขาเสียชีวิตหลังทำฮัจย์เสร็จไม่นาน ส่วนหนนี้เป็นการทำฮัจย์หนที่สาม หยางมากับภรรยา

"ฮัจย์เป็นหน้าที่ของเราที่ถูกกำหนดโดยอัลลอฮ์" หยางกล่าว "หากพระองค์ทรงประสงค์ ผมก็จะกลับมาอีก"

จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2000 ประเทศจีนมีมุสลิมประมาณ 20 ล้านคนเศษ คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของประชากรทั้งประเทศ มีบันทึกอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่ามีมุสลิมจากเมืองจีนไปทำฮัจย์ในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาชาวมุสลิมจากประเทศจีนไปประกอบพิธีฮัจย์เพิ่มจำนวนขึ้นตลอด

ในบรรดาชาวจีน ฮุจญาตมิได้มาจากชนกลุ่มน้อย 10 ชนเผ่าที่จัดว่าเป็นมุสลิมเช่น ชาวหุย อุยกูร์ และมุสลิมเผ่าอื่นๆ เท่านั้น

แต่มีชาวทิเบตที่เป็นมุสลิมอีก 20 คนร่วมประกอบพิธีฮัจย์ด้วย ซึ่งนำโดย อาลี อิหม่ามจากมัสยิดกลางแห่งลาซา เมืองหลวงของทิเบต แม้ประชากรส่วนใหญ่ของเขตปกครองตนเองทิเบตจะนับถือพุทธ (ทิเบตมีประชากรประมาณ 2 ล้านคน) แต่มีประมาณ 5,000 คนได้เปลี่ยนมารับอิสลาม ส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลาซา เมือง Shigatse และ Chamdo

"การประกอบพิธีฮัจย์ได้ผลกว่าศึกษาจากหนังสือมากเลย" อมันนูลา วัย 56 ผู้กำลังทำฮัจย์ที่เมกกะพร้อมด้วยภรรยา "เมื่อเห็นมุสลิมจากทั่วโลกมารวมตัวกันในเมกกะ ผมจึงตระหนักในความยิ่งใหญ่ของอิสลามมากๆ"

แม้ค่าใช้จ่ายในการทำฮัจย์ของเขาและภรรยาจะสูงถึง 300,000 บาท (หมายเหตุ: สูงกว่าค่าใช้จ่ายของฮุจญาตไทย เพราะระยะทางไกลกว่า ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของชาวจีนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรายได้คนไทย ดังนั้นคนจีนที่ไปทำฮัจย์ได้จึงต้องรวยมากๆ) อมันนูลากลับรู้สึกว่า เขาโชคดีมากที่มีโอกาสได้มาทำฮัจย์

มุสลิมในโลกอาหรับสวดเป็นภาษาอารบิก แต่ก็ได้ยินเสียงสวดภาษาอื่นเช่นกัน ฮุจญาตจากจีนจำนวนมากสวดเป็นภาษาจีน, ทิเบต, และ อุยกูร์

"คือละหมาดวันละ 5 เวลาผมต้องสวดเป็นภาษาอารบิกแน่นอน ในขณะที่ตอนสวดในการทำฮัจย์มันยาวเกินกว่าที่ผมจะจำได้" เจียกล่าว "แต่ไม่มีปัญหา อัลลอฮ์เข้าใจทุกภาษา"

ฮุจญาตจากจีนคนอื่นๆ ก็บอกเหมือนกัน "อิสลามไม่ได้บังคับให้ใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งในการสวดตอนทำฮัจย์" จางซื่อไห่ วัย 44 จากกั่นซู่กล่าว "ว่าเป็นภาษาจีนนี่แหละผมว่าผมได้แสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองได้ดีกว่า"

ชาวมุสลิมในประเทศจีนส่วนใหญ่มีภาษาจีนเป็นภาษาแม่ โดยเฉพาะชาวหุยที่เป็นฮุจยาตในปีนี้ซะ 1 ใน 3 ของฮุจญาตจากจีนทั้งหมด

ชาวมุสลิมในประเทศจีนทักทายกันด้วยคำว่า "อัสลามุอลัยกุม" (สันติสุขจงมีแด่ท่าน) ในประเทศจีน การทักทายว่า "อัสลามุอลัยกุม" เป็นการบ่งบอกว่าคู่ทักทายเป็นมุสลิม และที่เมกกะ ชาวมุสลิมจากจีนก็ทักทายมุสลิมชาติอื่นด้วยคำเดียวกัน

"มุสลิมทั้งโลกรู้สึกถึงความพี่น้องเมื่อเรากล่าวคำว่า อัสลามุอลัยกุม" จางกล่าว "ส่วนการสื่อสารที่เหลือ ก็ต้องใช้ภาษามือแล้วละ"

ฮุจญาตจากจีนทำพิธีฮัจย์ตามสูตรทุกอย่าง เช่นวิ่งเหยาะๆ กลับไปกลับมา 7 ครั้งระหว่างเนินเขาซาฟาและมัรวา พำนักที่ทุ่งอารอฟะฮ์ และขว้างเสาหิน ผู้ชายต้องครองเอียฮ์รอม คือใช้ผ้าสองผืนพันร่างกาย (หมายเหตุ: เหมือนกับพระสงฆ์ในศาสนาพุทธที่นุ่งห่มเพียงสองชิ้น คือ สบงและจีวร ชิ้นแรกใช้นุ่ง ชิ้นที่สองห่อตัวช่วงบนเป็นสไบพาดเฉียงไปทางด้านซ้าย เปิดไหล่ขวาไว้ ต่างกันเพียงพระสงฆ์ใช้ผ้าฝาดหรือผ้าสีเหลือง แต่ผู้ชายมุสลิมครองเอียฮ์รอมด้วยผ้าสีขาว และอยากให้นึกไปถึงการแต่งกายของชาวโรมันสมัยก่อน ก็แต่งคล้ายกันแบบนี้แหละ)

"ตอนครองเอียฮ์รอม ต้องลืมเรื่องทางโลกไปเสียชั่วขณะหนึ่ง เหมือนเป็นการขัดเกลาจิตใจ" จางกล่าว "ทุกอย่างจะมีแต่ความเรียบง่ายในชุดเอียฮ์รอม ไม่สนใจว่าใครจะร่ำรวยหรือยิ่งใหญ่มาจากไหน ทุกคนก็มีเพียงผ้าสองผืนเช่นเดียวกัน"

การขว้างเสาหินตอนนี้ปลอดภัยขึ้นแล้ว รัฐบาลซาอุฯ ขยายสะพานออก ตอนนี้เฟสแรกเสร็จแล้ว ได้สองชั้นแล้ว อีกสามชั้นจะเพิ่มมาทีหลัง สะพานนี้จะรองรับฮุจญาตได้มากกว่า 4 ล้านคน

"ตอนแรกผมและครอบครัวเป็นห่วงตอนข้ามสะพานมาขว้างเสาหินนี่แหละ" เจียกล่าว "แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันก็ปลอดภัยดี"

ศาสนทูตมุฮัมหมัดกล่าวไว้ว่า ฮุจญาตต้องทำตามกฎทีละขั้นตอนพิธีฮัจย์จึงจะสมบูรณ์ได้ จากนั้นเมื่อกลับบ้านผู้นั้นก็จะเป็นคนใหม่

"พวกที่กลับจากฮัจย์ส่วนใหญ่จะอุทิศตนให้ศาสนามากขึ้น แต่ก็แล้วแต่คนละนะ" ฮัจยีหม่าเชิงจุน จากมณฑลชิงไห่กล่าว "ยิ่งกลับจากฮัจย์แล้ว ก็ยิ่งต้องปฏิบัติตามรุกนอิสลามอย่างเคร่งครัด"

พรุ่งนี้ฮุจญาตจากจีนกลุ่มแรกจะเดินทางออกจากซาอุฯ กลับเมืองจีน กลุ่มสุดท้ายเดินทางกลับวันที่ 24 มกราคม ใช้ชาเตอร์ไฟลท์บินตรงซาอุฯ-จีนทั้งหมด 30 เที่ยวบิน ก่อนจากเมกกะ ฮุจญาตต้องไปลากะบะฮ์ก่อน

"ยิ่งเศรษฐกิจดีขึ้น จำนวนคนจีนที่มีเงินมาทำฮัจย์ได้ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกปี" หยางจือโป กล่าว หยางเป็นรองประธานสมาคมอิสลามแห่งประเทศจีนและผู้นำคณะฮัจย์ในครั้งนี้.  

ที่มา: I cried at sight of the Kaaba.  China Daily. 4 January 2007.  http://www.chinadaily.com.cn/cndy/2007-01/04/content_773823.htm