|
ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ
ทายาทเจิ้งเหอ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่ เชียงใหม่
เรื่องจากปก ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 หน้า 133
โดย จีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ ประทีปะเสน
ปีนี้ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีแห่งการเดินทางโดยคาราวานม้าต่างจากเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน สู่เชียงใหม่ของเจิ้งชงหลิ่ง ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เนื่องจากท่านเป็นบุคคลผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดินเชียงใหม่ และจากบรรดาศักดิ์นี้เอง เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงองค์ที่ ๙ ของเชียงใหม่ได้ประทานนามสกุล "วงศ์ลือเกียรติ" ให้เป็นเกียรติแก่ท่านขุนและวงศ์ตระกูลสืบไป นอกจากนั้นบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำของชาวยูนนานมุสลิมในเชียงใหม่และล้านนายังเป็นอีกประเด็นที่นักวิชาการและนักวิจัยต่างชาติให้ความสนใจและเดินทางมาสัมภาษณ์ทายาทที่เหลืออยู่ของท่านขุนอยู่เนืองๆ เนื่องจากการเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานโดยกองคาราวานม้าต่างนั้นแตกต่างจากการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของคนจีนสู่ประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางโดยเรือ
การอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เชียงใหม่ ในห้วงเวลาประมาณ ๖๐ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๔๙๒ นี้ประกอบด้วยชาวจีนยูนนานทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมที่คนไทยวนในเชียงใหม่ตั้งสมญาให้ว่า "ฮ่อ" (๑) แบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม (๒) ด้วยกัน คือ กลุ่มพ่อค้าชาวยูนนานมุสลิมที่เดินทางมาค้าขายโดยใช้ม้าต่างเป็นพาหนะ กลุ่มชาวยูนนานมุสลิมอพยพที่หลบหนีจากประเทศจีนอันเนื่องมาจากแรงกดดันทางการเมือง และกลุ่มทหารกู้ชาติจีนพรรคก๊กมินตั๋งที่ไม่ใช่มุสลิม ดังนั้นเรื่องราวชีวิตตั้งแต่เจิ้งชงหลิ่งเดินทางออกจากคุนหมิงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๘ จวบจนวาระสุดท้ายที่นครเมกกะในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จึงได้รับการบันทึกและถ่ายทอดในวงวิชาการแขนงนี้เท่านั้น อย่างไรก็ตามข้อเขียนและบทความเหล่านั้นก็ได้พิสูจน์ว่าเรื่องราวและสาธารณประโยชน์ที่ท่านได้สร้างไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ สมควรที่จะได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ลูกหลานตลอดจนสาธารณชน
ดิฉันเริ่มรวบรวมและจดบันทึกเรื่องราวของท่านขุนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยสอบถามข้อมูลจากคุณอาเต็มดวง วงศ์ลือเกียรติ เพื่อถ่ายทอดให้ ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง Islamic Identity in Chiengmai City : A Historical and Structural Comparison of Two Communities หลังจากนั้นมีคณะวิจัยจากญี่ปุ่นนำโดยคณะวิจัยจากกรุงเทพฯ ได้มาสัมภาษณ์ดิฉันและรับปากว่าจะส่งรายงานการวิจัยมาให้อ่าน แต่ก็เงียบหายไป จนเมื่อคุณบัณรส บัวคลี่ ได้ติดต่อนัดหมายสัมภาษณ์ดิฉันเพื่อนำไปเขียนบทความเกี่ยวกับคุณปู่ ความคิดในการรวบรวมอย่างจริงจังจึงเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เมื่อดิฉันได้สัมภาษณ์คุณป้าเจริญ (นางซินหยิน) ธีรสวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นอายุ ๙๐ ปีแล้ว หลังจากได้ถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้ให้คุณบัณรสแล้ว ดิฉันก็ยังไม่ได้ลงมือเขียนสักที
จนเมื่อครั้งได้ให้สัมภาษณ์ "พลเมืองเหนือ" เกี่ยวกับอารี วงศ์ลือเกียรติ นักกอล์ฟแฝดมหัศจรรย์ ทำให้มีโอกาสได้อ่านประวัติคุณปู่จากบทความขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : นายฮ่อมุสลิมผู้ถูกเรียกว่าจางซูเหลียง เขียนโดยคุณบัณรส (พลเมืองเหนือ, ๑๐-๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๑-๑๒) ประกอบกับได้อ่านบทความข่วงเรือบินเชียงใหม่ : ข่าวสาร ตำนานและความฝัน โดย รศ.สมโชติ อ๋องสกุล (พลเมืองเหนือ, ๒-๘ สิงหาคม ๒๕๔๗, หน้า ๒๘-๒๙) หลังจากนั้นได้ตามไปอ่านมรดกศาสนาในเชียงใหม่ เล่ม ๑, ๒๕๓๙ หน้า ๑๕๐-๑๕๑ ก็ได้พบว่ามีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับชื่อบุคคลและความคลาดเคลื่อนของปี พ.ศ. ฯลฯ อยู่หลายแห่ง เนื่องด้วยปัญหาทางภาษาและการสื่อสารในการถ่ายทอดเรื่องราวจากความทรงจำของทายาท ซึ่งล้วนแต่อยู่ในวัยสูงอายุทั้งนั้น จึงได้รวบรวมเขียนหนังสือขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : ทายาทเจิ้งเหอ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่ขึ้น เพื่อให้ประวัติท่านขุนถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติมีนามเดิมว่าเจิ้งชงหลิ่ง (๓) และนามในศาสนาอิสลามว่าอิบรอฮีม เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ณ ตำบลหยีซี (๔) เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ท่านเป็นบุตรชายโทนของคหบดีเมืองหยีซี ท่านได้สมรสกับหญิงสาวชาวจีนไม่ทราบนามและมีบุตรสาว ๒ คน
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เมื่อท่านขุนอายุได้ ๓๒ ปี ท่านได้เดินทางบุกป่าฝ่าดงนำพลพรรคประมาณ ๑๐ คน คุมกองคาราวานม้าต่างจำนวน ๑๐๐ ตัว ผ่านทางสิบสองปันนา เชียงตุง เข้าสู่ประเทศไทยทางอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ลงมาลำปาง ขึ้นไปลำพูน เข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๘ ของเชียงใหม่ วัตถุประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ ลูกหลานและนักวิชาการส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจว่าเป็นการเข้ามาค้าขาย จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ ๑ ตลอดมา น้อยคนนักที่จะทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นมิใช่เกิดจากความตั้งใจที่จะมาค้าขาย แต่เป็นแรงกดดันจากบิดามารดาที่ปรารถนาให้บุตรชายรู้จักทำงานประกอบอาชีพเป็นหลักฐาน การเดินทางครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยแรงทิฐิ ท่านจึงมิได้นำภรรยาและบุตรสาว ๒ คน (หยินหลางและซินหยิน) มาด้วย
ในช่วงที่เข้าสู่เชียงใหม่แล้ว ท่านขุนน่าจะได้มาพักแรมอยู่กับน้าเขย "เลานะหลวง" ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความสนิทสนมกับเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าอุปราชในขณะนั้นพอสมควร เนื่องจาก "เลานะหลวง" ได้อพยพเข้ามาในรุ่นแรกๆ และได้เป็นผู้นำชุมชนชาวยูนนานมุสลิมในบริเวณช้างเผือก ในช่วงแรกนี้ปี พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๔๕๐ ท่านขุนคงจะได้รับความช่วยเหลือและคำแนะนำจากเลานะหลวง ในเรื่องสินค้าและกลยุทธ์การค้าขายไปมาระหว่างเชียงใหม่และเมืองต่างๆ และยังคงมิได้ตัดสินใจว่าจะปักหลักที่ใดดี เมื่อเดินทางไปค้าขายที่เมืองระแหงหรือตาก ท่านขุนได้พบสาวงามบ้านไม้งามชื่อนพ ธิดาของนางทองและนายมาศ และในที่สุดท่านก็สมปรารถนาได้สมรสกับนางนพในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ หลังจากนั้นจึงได้ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เชียงใหม่และสร้างบ้านในเนื้อที่ ๕ ไร่ ที่เจ้าแก้วนวรัฐได้ประทานให้บริเวณบ้านฮ่อ ถนนเจริญประเทศ ซอย ๑ ปัจจุบัน เมื่อสร้างบ้านที่ชุมชนขนานนามให้ว่า "เฮือนหลวง" (๕) แล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๓ จึงได้อพยพโยกย้ายภรรยาและบุตรชายคนโตที่เกิดในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ จากตากมาอยู่อย่างถาวรในบ้านหลังใหญ่และใหม่แห่งนี้
ในปีนี้เองที่ท่านได้ให้นายเลายวนเดินทางไปรับภรรยาและบุตรสาว ๒ คน ที่เมืองหยีซี (ขณะนั้นนางซินหยินอายุได้ ๘ ขวบ) เมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่แล้ว บุคคลทั้งสามได้พำนักอยู่ที่ "เฮือนหลวง" ชั่วคราว ต่อมาภายหลังท่านจึงได้ซื้อที่ดินที่จังหวัดเชียงรายเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของภรรยาจีนและบุตรสาว ๒ คน ปัจจุบันลูกหลานของบุตรสาวคนแรกนางหยินหลาง (สุนทรี) ยังคงอยู่ที่จังหวัดเชียงราย และใช้นามสกุล "เจนตระกูล" ที่แปลงมาจากแซ่เจิ้ง ส่วนบุตรสาวคนที่ ๒ นางซินหยิน (เจริญ) ผู้ซึ่งให้ข้อมูลดิฉันเกี่ยวกับชีวิตของท่านขุนก่อนเดินทางมาประเทศไทยนั้น ได้แต่งงานกับคนยูนนานที่อพยพอยู่สันกำแพงที่เป็นต้นตระกูลของสกุล "ธีรสวัสดิ์"
ในบ้านหลังใหม่นี้ ท่านขุนและนางนพได้ให้การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรธิดาจำนวน ๑๐ คน อย่างเต็มกำลังและความสามารถ ดังรายนามบุตรธิดาดังนี้
๑. นายเจอ วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๕๑๑)
๒. นายสุขุม วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๕๑๕)
๓. นางเต็มดวง วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๕๓๑)
๔. นายชาญ วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๕๘-๒๕๓๐)
๕. นางวีรัจฉรี จันทน์ยิ่งยง (พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๕๑๕)
๖. นายสุรินทร์ วงศ์ลือเกียรติ ปัจจุบันอายุ ๘๓ ปี
๗. คุณหญิงจันทร์เพ็ญ นาวีเสถียร ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี
๘. นายอโณทัย วงศ์ลือเกียรติ (พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๕๒๙)
๙. นางสมบูรณ์ วงศ์ลือเกียรติ ปัจจุบันอายุ ๗๙ ปี
๑๐. นางพวงเพ็ชร วงศ์ลือเกียรติ ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี
ท่านขุนได้วางแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรธิดาได้อย่างรอบคอบและเป็นระบบ กล่าวคือ ท่านได้สนับสนุนให้บุตรสาวคนโต คนรองสุดท้อง และคนสุดท้องได้ "ออกเฮือน" (ออกเรือนหรือแต่งงาน) กับพ่อค้าชาวมุสลิมที่มีความขยันขันแข็งเช่นเดียวกับท่าน โดยบุตรเขยทั้งสามยินยอมพร้อมใจเปลี่ยนมาใช้นามสกุล "วงศ์ลือเกียรติ" ของท่าน ส่วนบุตรเขยอีก ๒ ท่านที่มิใช่มุสลิม ท่านขุนก็มิได้กีดกัน แต่พร้อมเปิดใจกว้างรับความแตกต่าง ธิดาทั้ง ๒ ท่านจึงดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในวิถีชาวพุทธพร้อมกับครอบครัวที่กรุงเทพฯ บุตรสะใภ้ ๕ คน ก็มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาที่ท่านยอมรับได้เช่นกัน
ด้วยความวิริยะอุตสาหะท่านขุนได้ประกอบสัมมาชีพเป็นพ่อค้าม้าต่าง เดินทางซื้อขายสินค้ามากมายหลายชนิด เช่น ส้มจุก ทุเรียนกวน มันฮ่อ ตลอดจนวัสดุก่อสร้างในช่วงที่ทางการกำลังก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ เมื่อการก่อสร้างถึงลำปางในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านได้ช่วยเหลือทางราชการโดยใช้ม้าต่างรับบรรทุกวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก ฯลฯ ไปยังบริเวณขุนตานที่มีการขุดเจาะอุโมงค์ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นถิ่นทุรกันดารและภูเขาสูงชัน
นอกจากนั้นอาชีพพ่อค้าม้าต่างนี้ยังเอื้อต่อการช่วยเหลือทางราชการในการรับเหมาขนส่งพัสดุไปรษณีย์และจดหมายของทางราชการและการไปรษณีย์ของมณฑลพายัพอีกด้วย ภายหลังเมื่อทางรถไฟสายเหนือถึงเชียงใหม่แล้วเสร็จ ท่านก็ได้คืนตำแหน่งนายไปรษณีย์ให้กับทางราชการ และหันมาประกอบกิจการป่าไม้ที่บ้านแม่สะเกิบ อำเภอแม่สะเรียง จนเลิกกิจการไปเมื่อมีการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ ความอดทนและมุมานะนี้ จึงส่งผลให้ฐานะทางการเงินและความเป็นอยู่ของท่านขุนเป็นปึกแผ่นมั่นคงในระดับคหบดีคนหนึ่งในวงสังคมเชียงใหม่
ในช่วงเวลาที่ท่านขุนทำมาค้าขึ้นนี้ ท่านได้ซื้อที่ดินในเชียงใหม่ไว้หลายแปลงด้วยกัน หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นแปลงใหญ่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ อยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพที่เป็นผืนนาข้าวที่ท่านขุนให้มีการปลูกไว้กินเองและขายเมื่อเหลือ ที่ดินแปลงนี้เองที่ท่านขุนได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพื่อสร้างสนามบินเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" เป็นบำเหน็จแห่งความดีนั้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวท่านและวงศ์ตระกูล ปัจจุบันจะมีคนสักกี่คนที่ทราบความเป็นมาของสนามบินแห่งนี้ ดิฉันจึงได้แต่หวังว่าความสัมพันธ์ของขุนชวงเลียงฦๅเกียรติกับสนามบินเชียงใหม่คงจะไม่เลือนหายไปกับกาลเวลา
ในด้านการศาสนา ท่านขุนได้เป็นผู้นำในการริเริ่มสร้างมัสยิดที่เรียกกันติดปากว่า "สุเหร่าบ้านฮ่อ" ด้วยทุนทรัพย์อันมหาศาลในสมัยนั้น ตลอดจนสุสานอิสลามช้างคลานที่ยังคงเป็นที่ฝังศพของชาวมุสลิมในชุมชนมาจนกระทั่งปัจจุบัน ท่านขุนได้บำเพ็ญตนเป็นมุสลิมที่ดีตามหลักปฏิบัติ ๕ ประการ ตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน และได้ประกอบศาสนกิจสุดท้าย คือการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย แล้วท่านก็ได้อำลาโลกนี้ไปอย่างสงบและสง่างาม ณ นครเมกกะนั่นเอง
การได้พบบรรพบุรุษของท่านขุนโดยบังเอิญ และอย่างเหลือเชื่อก่อนปิดต้นฉบับเล็กน้อย ทำให้ดิฉันมีความหวังที่จะค้นพบผู้เป็นบิดามารดาของท่านขุน ซึ่งตลอดเวลาที่เขียนหนังสือเล่มนี้ มีคำถามที่ผุดขึ้นมาหลายคำถาม ซึ่งทายาทที่เหลืออยู่ของท่านไม่สามารถให้ข้อมูลได้ คำถามที่ว่าคือ ทำไมท่านขุนไม่กลับบ้านเกิด และเมื่อปักหลักที่เชียงใหม่แล้ว ทำไมไม่กลับไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิดทั้งๆ ที่ฐานะอำนวย และทำไมท่านขุนไม่เคยพูดถึงบิดามารดาเลย ท่านคิดถึงบิดามารดาไหม บิดามารดาของท่านคิดถึงและรับทราบความเป็นไปของท่านหรือไม่ ฯลฯ
เมื่อราวๆ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ช่วงที่ดิฉันไป "เฮือนหลวง" บ่อยๆ เพื่อพูดคุยกับคุณอาและรวบรวมภาพถ่ายเก่าๆ คุณอาได้เอาภาพที่ท่านถ่ายหน้าอนุสาวรีย์เจิ้งเหอให้ดู "นี่คือบรรพบุรุษเรา" ข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้แม้กระทั่งสถานที่ที่อนุสาวรีย์ตั้งอยู่คุณอาไม่ทราบเลย แต่ได้เพิ่มเติมว่าเมื่อเข้าไปภายในอาคารรูปสำเภาได้เห็นรูปถ่ายของขุนชวงเลียงฯ นางนพ และลูกชายหญิง ๑๐ คน
หลังจากนั้นผู้เขียนได้อ่าน "สมุทรยาตราเที่ยวที่ ๒" ในคอลัมน์คัมภีร์จากแผ่นดิน ของบารายในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ หน้า ๕ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นคนๆ เดียวกันหรือไม่ เพราะ "เจิ้งเหอ" ในบทความเป็นขันทีไม่สามารถมีทายาทได้ "เจิ้งเหอ" นับถือพุทธศาสนา และเมืองไทซางที่รัฐบาลจีนจะสร้าง "นครเจิ้งเหอ" ดูจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขุนชวงเลียงฯ เลย
จนกระทั่งวันทำบุญครบรอบวันถึงแก่กรรมของขุนชวงเลียงฯ ในวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ดิฉันจึงได้พบหนังสือเจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง" โดยปริวัฒน์ จันทร ที่มีคนรู้จักมอบให้คุณอา เมื่ออ่านแล้วจึงแน่ใจว่าเจิ้งเหอทั้งสองเป็นคนๆ เดียวกันและได้รับรู้และตระหนักถึงความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ของเจิ้งเหอ เมื่อระงับความตื่นเต้นดีใจได้แล้ว จึงเกิดข้อสงสัยว่าศาสตราจารย์ นายแพทย์วิญญู มิตรานันท์ ผู้ให้ข้อมูลในเชิงอรรถ บท ๑ ข้อ ๖ หน้า ๑๓ ผู้นี้เป็นใคร เมื่อพลิกดูสาแหรกสกุลที่ผู้เขียนรวบรวมไว้ จึงพบว่านายแพทย์วิญญูเป็นบุตรของนางลำดวน เจนตระกูล มิตรานันท์ อันเกิดจากนางหยินหลาง (สุนทรี) บุตรสาวคนโตของท่านขุนอันเกิดจากภรรยาจีน นายแพทย์วิญญูซึ่งเป็นเหลนชั้นที่ ๔ ระบุว่าบุคคลในภาพดังกล่าวคือคุณยาย ซึ่งก็คือนางหยินหลางและคุณปู่ซึ่งก็คือคุณพ่อของนายซาง มิตรานนท์ ดังนั้นรูปนี้จึงไม่น่าจะใช่รูปที่คุณอาเห็นที่พิพิธภัณฑ์คุนหยาง อย่างไรก็ตาม เชิงอรรถ บท ๑ ข้อ ๖ ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก
ดิฉันจึงไปร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือเล่มนี้ และได้เห็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งเขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกันชื่อ ๖๐๐ ปีสมุทรยาตราเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้กลายเป็นเทพเจ้า "ซำปอกง" อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพลิกดูข้างใน จึงพบภาพที่ไขปริศนาทั้งมวลในหน้า ๑๙ ดิฉันขอยืนยันว่าภาพถ่ายนี้เป็นภาพถ่ายขุนชวงเลียงฯ นางนพผู้เป็นภรรยาและลูกชายหญิง ๑๐ คน และเป็นภาพเดียวกับภาพที่บ้านท่านขุน "เฮือนหลวง" และที่บ้านดิฉัน มิใช่ภาพคุณยายและคุณปู่ของนายแพทย์วิญญูแต่อย่างใด ภาษาจีนใต้ภาพอธิบายว่า "แม้ว่าเจิ้งเหอจะไม่มีลูก [เพราะถูกตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก] หากแต่หม่าเหวินหมิงพี่ชายได้ยกลูกชายหญิงให้กับเจิ้งเหอ ในภาพคือ อนุชนรุ่นที่ ๒๐ ของเจิ้งเหอ ปัจจุบันพำนักอยู่ในประเทศไทย" ทำให้ดิฉันมั่นใจว่า "เจิ้งเหอ" บรรพบุรุษเรา กับ "เจิ้งเหอ" แม่ทัพขันทีซำปอกงคือคนๆ เดียวกันแน่นอน ดิฉันจึงพยายามติดต่อคุณปริวัฒน์ จันทร ผ่านสำนักพิมพ์มติชน และเมื่อได้รับหมายเลขโทรศัพท์ของคุณปริวัฒน์ จึงได้ชี้แจงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและพูดคุยกันจนคุณปริวัฒน์ได้เดินทางมาพบดิฉันเมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
เหตุการณ์ประจวบเหมาะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ Rosey Ma นักวิจัยผู้เขียน The Hui Diaspora ใน Yale University Encyclopedia of Diasporas ได้เดินทางมาจากประเทศมาเลเซียเพื่อมาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่านขุนเพื่อนำเสนอในการสัมมนาวิชาการหัวข้อ "Maritime Asia and the Chinese Overseas (1405-2005)" ซึ่งจัดโดยประเทศสิงคโปร์ในวาระครบรอบ ๖๐๐ ปีสมุทรยาตราเจิ้งเหอ และได้รับทราบจากดิฉันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจิ้งเหอและเจิ้งชงหลิ่ง หลังจากกลับไปมาเลเซียแล้ว เธอได้แจ้งให้ดิฉันทราบถึงบทความเกี่ยวกับท่านขุนในหนังสือพิมพ์ The New Straits Times ที่เธอเป็นผู้ให้ข้อมูล และมีอีกหลายสำนักพิมพ์ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลนี้ในบทความเกี่ยวกับเจิ้งเหอ เธอจึงขออนุญาตให้หมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ของดิฉันกับเขาเหล่านั้น และขอร้องให้ดิฉันเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนโดยเน้นย้ำให้ตระหนักต่อความยิ่งใหญ่และคุณูปการที่เจิ้งเหอมีต่อชาวโลก พร้อมทั้งเสริมว่า เจิ้งชงหลิ่ง ผู้เป็นทายาทที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทยก็สมควรได้รับการยกย่องเช่นเดียวกัน
เมื่อเปรียบเทียบชีวิตและเรื่องราวของบุคคลทั้ง ๒ ท่านแล้ว จะเห็นได้ว่าการเดินทางออกไปสู่โลกกว้างในต่างแดนของเจิ้งชงหลิ่งนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานตำนานการเดินทางของเจิ้งเหอ มหาบุรุษผู้เป็นต้นตระกูลที่ได้บรรทุกกองคาราวานม้าในกองเรือนี้ด้วย ดังนั้นด้วยเวลาอันจำกัดผู้เขียนจึงพอจะสรุปความเหมือนและความต่างที่คล้องจองเกี่ยวพันกันโดยบังเอิญของทั้ง ๒ ท่าน ดังนี้
|
เจิ้งเหอ |
เจิ้งชงหลิ่ง |
|
เกิดที่คุนหมิง (ตำบลคุนหยาง) |
เกิดที่คุนหมิง (ตำบลหยีซี) |
|
ได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ควบคุมกองเรือมหาสมบัติจากจักรพรรดิหย่งเล่อ |
ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว |
|
ได้รับพระราชทานนามสกุล "เจิ้ง" จากจักรพรรดิหย่งเล่อ |
ได้รับประทานนามสกุล "วงศ์ลือเกียรติ" จากเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๙ |
|
เดินทางค้าขายต่างแดนทางกองเรือที่บรรทุกกองคาราวานม้าไปด้วย |
เดินทางค้าขายต่างแดนทางกองคาราวานม้าต่าง |
|
เปิดใจกว้างรับความแตกต่างทั้งพุทธและมุสลิม |
เปิดใจกว้างรับความแตกต่างทั้งพุทธและมุสลิม |
|
เป็นต้นกำเนิดไพ่ "มาจอง" (ไพ่นกกระจอก) |
ชอบเล่นไพ่ "มาจอง" และมีศาลาเล่นไพ่ "มาจอง" ที่ "เฮือนหลวง" |
|
เป็นผู้สร้างตำนานทุเรียน "หลิวเหลียน" (หวนหาอาลัย) |
เป็นผลไม้หายากที่ชื่นชอบจึงซื้อจากชายแดนพม่ากลับมาฝากทางบ้านในลักษณะทุเรียนกวนบรรจุในปี๊บ ลูกหลานจึงรอคอยการกลับเพื่อจะได้ลิ้มรสที่ "หวนหา" นั้น |
|
ใช้ชีวิต ๒๘ ปี ในท้องทะเล |
ใช้ชีวิต ๕๕ ปี ในเชียงใหม่และปริมณฑล |
|
น่าจะได้ประกอบพิธีฮัจญ์แล้วระหว่างสมุทรยาตราครั้งที่ ๔ หรือ ๕ |
ได้ประกอบพิธีฮัจญ์แล้วในการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิต
|
|
ล้มป่วยที่เมืองคาลิคัทก่อนถึงเมกกะและถึงแก่อสัญกรรมบนเรือกลางมหาสมุทรระหว่างเดินทางกลับบ้าน |
ถึงแก่กรรมหลังพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ๑ วัน ก่อนกลับบ้าน
|
|
ศพของท่านถูกฝังในท้องทะเลลึก |
ศพของท่านถูกฝังในทะเลทรายนครเมกกะ |
|
เป็นบุคคล ๕ แผ่นดิน (จีน) |
เป็นบุคคล ๕ แผ่นดิน (ไทย) |
|
ครบรอบ ๖๐๐ ปีสมุทรยาตรา (พ.ศ. ๑๙๔๘-๒๕๔๘) |
ครบรอบ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๕๔๘) |
จากการที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือว่า การที่ท่านขุนได้เป็น "ผู้ให้" ตลอดชีวิตท่าน น่าจะมาจากการที่ได้เห็นตัวอย่างจากบุพการีนั้น บัดนี้พอจะอนุมานได้ว่า "การให้" ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือสติปัญญาเพื่อช่วยเหลือลูกหลาน ญาติๆ ตลอดจนชุมชนและสังคมทั้งที่เป็นมุสลิมและพุทธศาสนิก รวมถึงการดำเนินชีวิตอย่างสมถะของท่าน นับเป็นมรดกตกทอดที่ส่งต่ออย่างอัตโนมัติทางสายเลือดจากเจิ้งเหอ ผู้อุทิศชีวิตให้แผ่นดินจีนและทำประโยชน์เพื่อชาวไทยและชาวโลก ส่วนเจิ้งชงหลิ่งผู้เป็นทายาทที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชกาลที่ ๕ ก็ได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อทดแทนบุญคุณแผ่นดิน แผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินเกิดและแผ่นดินตายของท่าน แต่เป็นแผ่นดินเชียงใหม่ที่ให้ชีวิตใหม่ตลอด ๕ แผ่นดินที่ลูกหลานหลายชั่วอายุคนควรจะภาคภูมิใจและถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต
หนังสือขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : ทายาทเจิ้งเหอ ๑๐๐ ปีคาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่ (๖) จึงเป็นเสมือนการประกาศตัวทายาทเจิ้งเหออย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งแรก หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่ "พ่อเล่าเรื่องปู่" และไม่ใช่ "ปู่เล่าเรื่องทวด" อย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็น "หลานเล่าเรื่องปู่" จากการติดตามเรื่องราวและข้อมูลจากป้า อาๆ และพี่ๆ แล้วนำมาปะติดปะต่อร้อยเรียงโดยเทียบเคียงกับเหตุการณ์ใกล้เคียงและข้อมูลทางเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบสาวไปถึงทวดต่อไป
เมื่อได้ประจักษ์ว่าเจิ้งเหอคือบุคคลต้นตระกูลแล้ว ดิฉันเชื่อว่าอีกไม่นานสาแหรกสายเจิ้งชงหลิ่งที่มีเจิ้งเหอเป็นส่วนยอดบนนี้คงจะได้ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์แน่นอน
เชิงอรรถ
๑. เจีย แยนจอง. "ทำไม? จึงเรียก "ชาวยูนนาน" ว่าเป็น "ฮ่อ" ใน ศิลปวัฒนธรรม. ๑๕, ๑๑ (กันยายน ๒๕๓๗), หน้า ๑๑๔-๑๑๘.
๒. Suthep Soonthornpasuch. Islamic Identity in Chiengmai City : A Historical and Structural Comparison of Two Communities. University of California, Berkley, 1977, pp.49-55.
๓. คุณปริวัฒน์ จันทร เขียนและออกเสียงว่า "เจิ้งฉงหลิน" แปลว่า "บูชาป่าไม้"
๔. คุณปริวัฒน์ จันทร เขียนและออกเสียงว่า "อวี้ซี" มีความหมายว่า "ลำธารหยก" ระบุตำแหน่งในแผนที่มณฑลยูนนาน ว่าอยู่ห่างจากตำบลคุนหยางลงไปทางใต้ไม่ไกลนัก
๕. บ้านสถาปัตยกรรมลักษณะ court แบบจีน ใต้ถุนสูง หลังคามุงด้วย "ดินขอ" (กระเบื้องล้านนา) และมี "เติ๋น" (ระเบียงล้านนา) แบบล้านนา สิ่งเดียวที่เหลือที่พอจะเป็นอนุสรณ์ให้ลูกหลานรำลึกถึงท่านขุน
๖. หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นก่อนที่จะมีการค้นพบว่า ผู้เขียนเป็นทายาทของเจิ้งเหอ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ นี้
บรรณานุกรม
คณะกรรมการฝ่ายรวบรวมประวัติและพัฒนาการของศาสนาในเชียงใหม่. มรดกศาสนาในเชียงใหม่ ภาค ๑. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, ๒๕๔๐.
เจีย แยนจอง. "ทำไม? จึงเรียก "ชาวยูนนาน" ว่าเป็น "ฮ่อ"," ใน ศิลปวัฒนธรรม. ๑๕, ๑๑ (กันยายน, ๒๕๓๗), หน้า ๑๑๔-๑๑๘.
ปริวัฒน์ จันทร. เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง". กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๘.
_____. ๖๐๐ ปีสมุทรยาตราเจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้กลายเป็นเทพเจ้า "ซำปอกง" อันศักดิ์สิทธิ์. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๘.
Suthep Soonthornpasuch. Islamic Identity in Chiengmai City : A Historical and Structural Comparison of Two Communities. University of California, Berkley, 1977.
ที่มา: http://www.matichon.co.th/art/art.php?srctag=0602011048&srcday=2005/10/01&search=no
|