> ซินอี้ ลิ่วเหอ - กังฟูลับเฉพาะของชาวจีนมุสลิม

ซินอี้ ลิ่วเหอ - กังฟูลับเฉพาะของชาวจีนมุสลิม

Xinyi Liuhe Quan - the secret art of Chinese Muslims

หลู่ ซงเก่า (Lu Song"gao ค.ศ.?-1962) ปรมาจารย์กังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียน

โปรดสังเกตว่าปรมาจารย์กังฟูมุสลิมชอบไว้เครายาวทั้งนั้น บางคนก็ทั้งเครายาว ทั้งสวมหมวกขาวแบบผู้ชายหุย เพราะหลายคนเป็นอิหม่ามด้วย

ภาพจาก http://www.huizucn.com/show/content.asp?ArticleID=556 เว็บไซต์ของชาวหุยมุสลิม

 

เรื่อง Jarek Szymanski

แปลโดย อัล-ฮิลาล

http://www.chinesemuslimthailand.com/

ไม่อนุญาตให้ก็อปปี้ข่าวและบทความออกไปจากเว็บไซต์ หากต้องการเผยแพร่กรุณาทำลิงค์เข้ามาอ่านในนี้ – ขอบคุณมาก

ซินอี้ ลิ่วเหอเฉวียน (Xinyi Liuhe Quan) แปลว่า มวยจิตใจหกประสาน (Fist of Mind, Intention, and Six Harmonies) หมายถึง กังฟู หรือ วูซู หรือ อู่ซู่ ซึ่งพัฒนาขึ้นในเขตมณฑล เหอหนัน (Henan) โดย ชาวหุย หรือ ชาวจีนมุสลิม แม้มีคนรู้วิธีการฝึกกังฟูสไตล์นี้น้อยมาก แต่เป็นที่รู้กันดีว่าซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนมีความดุดันในการเผด็จศึกคู่ต้อสู้ เป็นหนึ่งในกังฟูที่ทรงพลังที่สุดของจีน  

ทั้งนี้กังฟู 3 ประเภทคือ ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียน, ชาเฉวียน (Cha Quan), และ ชือซื่อเฉวียน (Qi Shi Quan) ถือเป็น "เจี้ยวเหมินเฉวียน" หรือ "กังฟูแห่งศาสนา (อิสลาม)" เพื่อพิทักษ์และปกป้องชาวมุสลิมในประเทศจีน

กว่า 200 ปีมาแล้วที่ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนถูกเก็บเป็นความลับและถ่ายทอดกันในหมู่กังฟูชาวหุยมุสลิมเท่านั้น จนช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หรือร้อยปีที่ผ่านมานี่เองที่ชาวฮั่นเริ่มมีโอกาสได้ฝึกกังฟูสไตล์นี้ อย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์กังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนกี่คนๆ ก็ยังคงเป็นชาวหุยจากชุมชนหุยมุสลิมในประเทศจีนอยู่ดีจนถึงทุกวันนี้

ประวัติยุคเริ่มต้นของกังฟูสไตล์นี้ไม่ค่อยกระจ่างชัดนัก

จากตำรา "อารัมภบทของมวยหกประสาน" (Preface to Six Harmonies Boxing) ซึ่งหมายถึง ลิ่วเหอเฉวียน (Liuhequan Xu) เขียนในปี 1750 ระบุว่า สิ่งอี้ (สมัยก่อนเรียกว่า ซินอี้ Xinyi) คิดค้นขึ้นมาโดยแม่ทัพชื่อดัง งักฮุย ผู้มีชีวิตในช่วงค.ศ.1103-1142 สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (ชาวไทยเรียก งักฮุย แต่ภาษาจีนกลางเรียก เย่ว์เฟย Yue Fei ยังมีศาลเจ้าของเทพเจ้าขุนพลท่านนี้ให้คนกราบไหว้อยู่ที่ริมฝั่งทะเลสาบซีหู เมือง หังโจว) งักฮุยเป็นผู้ซึ่ง "ในวัยเด็กได้เรียนจากยอดฝีมือจนมีความรู้ลึกล้ำและเชี่ยวชาญการใช้ทวน จากนั้นเขาจึงคิดค้นวิชามวยขึ้นมาสอนทหารใต้บังคับบัญชาและเรียกว่า "อี้หยวน" หรือ "มวยจิตใจ" (Yi Yuan หรือ Intention Boxing) กังฟูประเภทนี้ล้ำเลิศและเยี่ยมยอดกว่ามวยชนิดใดๆ เท่าที่เคยมีมา หลังจากจอมราชันย์ (หมายถึง งักฮุย) เสียชีวิต ในช่วงราชวงศ์ถัดๆ มาก็แทบไม่มีกังฟูประเภทนี้ให้เห็นอีก จวบจนกระทั่งปลายสมัยราชวงศ์หมิงต่อกับต้นราชวงศ์ชิง จีหลงเฟิง (Ji Longfeng 1620-1680) ชาว ผู่ตง (Pudong) มณฑลซันสี ได้เดินทางไปเยี่ยมอาจารย์ที่ภูเขาจงหนาน และได้รับตำรากังฟูของราชาอู่มู่ (หมายถึง งักฮุย) มา"

บันทึกของตระกูลจีระบุว่า จีหลงเฟิงเชี่ยวชาญวิชาทวนมาก จนได้รับขนานนามว่า "ทวนอัจฉริยะ" จีได้คิดค้นวิชาหมัดมวยที่ใช้หลักการของทวน และสั่งสอนลูกศิษย์อยู่ในมณฑลเหอหนัน

ตำราทั้งสองพูดถึงการคิดค้นวิชามวยที่ใช้หลักการของทวน แม้ชิ้นแรกอ้างถึงงักฮุย ส่วนชิ้นที่สองอ้างถึงจีหลงเฟิง

กังฟูซินอี้ (Xinyi) และ สิ่งอี้เฉวียน (Xingyiquan) แยกออกเป็น 2 สายคือ เหอเป่ย-ซันสี และ เหอหนัน

(1)   สายเหอเป่ย-ซันสีเรียกว่า สิ่งอี้เฉวียน ถ่ายทอดโดย เฉาจี้อู่ (Cao Jiwu) ลูกศิษย์ของจีหลงเฟิง ต่อมาเฉาจี้อู่สอนให้กับคนตระกูลไต้แห่งมณฑลซันสีคือ ไต้หลงปัง (Dai Longbang) ต่อมาถ่ายทอดให้ หลี่ลั่วเหนิง (Li Luoneng) ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดมวยชนิดนี้จนแพร่หลายไปทั่ว หลี่ลั่วเหนิงยังเป็นผู้เปลี่ยนชื่อจาก ซินอี้ (Xinyi) เป็น สิ่งอี้ (Xingyi) เพราะ ซิน (ใจ Mind) และ อี้ (จิต Intention) มีความหมายเหมือนกัน ส่วนชื่อใหม่ว่า สิง นั้นแปลว่า รูปลักษณะ

(2)   สายเหอหนันถูกเรียกว่า เหอหนัน ซินอี้ (Henan Xinyi) แต่ชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียน (ในประเทศตะวันตกจะเรียกว่า Ten animals Xingyi) ซึ่งกังฟูสายนี้ยังคงเรียกว่า ซินอี้ เหมือนเดิม ถ่ายทอดโดยชาวหุยมุสลิมในเหอหนัน และด้วยเหตุที่ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนฝึกกันในหมู่ชาวหุยเท่านั้น บางทีจึงเรียกว่า "กังฟูจีนมุสลิม"

เมื่อเร็วๆ นี้นิตยสารกังฟูของจีนฉบับหนึ่งได้ตีพิมพ์บทความเรื่องการค้นพบซินอี้เฉวียนสายใหม่ ไม่เกี่ยวข้องทั้งสิ่งอี้ตระกูลไต้และกังฟูมุสลิมซินอี้ลิ่วเหอเฉวียน สไตล์นี้ฝึกกันเฉพาะในหมู่บ้านเล็กๆในมณฑลเหอหนัน มีหลักฐานหลายอย่างระบุว่า นี่อาจจะเป็นวิชามวยของแท้ของนายพลงักฮุยก่อนยุคของจีหลงเฟิง ตัวอย่างเช่น - มีกฎข้อหนึ่งว่าห้ามสอนกังฟูสไตล์นี้แก่คนแซ่จิ้น - บางทีอาจเป็นเพราะงักฮุยเคยโดนหักหลังโดย จิ้น หุย (จนถูกลงโทษประหารชีวิต) มหาอำมาตย์ราชวงศ์ซ่ง สไตล์กังฟูนี้คล้ายกับสิ่งอี้สายอื่นๆ แต่จะเคลื่อนไหวเรียบง่ายกว่า ไม่มีการฝึกกำลังภายใน เน้นฝึกจู่โจมคู่ต่อสู้

หลี่เสินซื่อ (Li Zen Si ค.ศ.1918- ) ปรมาจารย์ซิงอี้ลิ่วเหอฉวนที่โด่งดังที่สุดแห่งยุค

ปลายปีนี้ลูกศิษย์ลูกหาจะจัดงานฉลอง 90 ปีให้ท่าน

หลี่เสินซื่อ เป็นลูกศิษย์ของ หม่ายจิ้งขุ่ย ผู้เป็นลูกศิษย์ของหยวนชางฉิง

โปรดสังเกตว่าฉากหลังเป็นรูปหอคอยอะซาน

 

ชาวหุยมุสลิมคนแรกที่เรียนรู้กังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนและถ่ายทอดสู่สาวกคือ หม่า เสวี่ยหลี่ (Ma Xueli ค.ศ.1714-1790) แห่ง ลั่วหยาง (Luoyang) มณฑลเหอหนัน

ความเกี่ยวพันของ หม่าเสวี่ยหลี่ และจีหลงเฟิงนั้นไม่แน่ชัดนัก แม้แต่คนในตระกูลหม่าเองก็ไม่ทราบชื่ออาจารย์กังฟูของหม่าเสวี่ยหลี่ แต่ผู้คนเชื่อกันว่าปรมาจารย์กังฟูไม่ทราบนามผู้เคยใช้ชีวิตที่หมู่บ้าน เป่ยเหยา (Beiyao) ลั่วหยาง เป็นเวลาหลายปีน่าจะเป็นอาจารย์ของหม่าเสวี่ยหลี่ ว่ากันว่าอาจารย์ของหม่าต้องการให้เก็บชื่อของเขาเป็นความลับด้วยเหตุผลบางประการ (หนึ่งในเหตุผลน่าจะเป็นเพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านราชวงศ์ชิง)

ตำนานที่นิยมเล่าขานกันมีอยู่ว่า (แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ) หม่าเสวี่ยหลี่รู้กิติศัพท์ของจีหลงเฟิง จึงเดินทางไปยังหมู่บ้านของจีในมณฑลซันสีเพื่อศึกษาวิชามวยซินอี้เฉวียน แต่จีไม่ได้สอนใครง่ายๆ หม่าเสวี่ยหลี่จึงแกล้งทำเป็นหูหนวก เป็นใบ้ จีจึงรับเข้าไปเป็นคนรับใช้ ด้วยวิธีนี้หม่าจึงแอบสังเกตการฝึกมวยซินอี้เฉวียนของจี จากนั้น 3 ปีเมื่อหม่าต้องจากจีไปแล้ว เขาจึงบอกความจริงแก่อาจารย์ของเขา จีจึงสั่งให้หม่าแสดงท่ามวยให้ดูว่าได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง จีจึงจึงรู้ว่าหม่าเป็นคนฉลาด เป็นยอดกังฟูทีเดียว จากนั้นจีจึงรับหม่าเป็นลูกศิษย์และสอนวิชามวยซินอี้เฉวียนให้จนหมดเปลือก

จากการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องประวัติและเทคนิคของซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนพบว่า วิชามวยนี้น่าจะเป็นการผสมผสานของมวยอย่างน้อยก็สองสไตล์คือ

(1)   ลิ่วเหอเฉวียน สไตล์เก่าของชาวมุสลิม แปลว่า มวยหกประสาน ซึ่งต่างจากลิ่วเหอเฉวียนของสำนักเส้าหลิน ชื่อลิ่วเหอเฉวียนหรือมวยหกประสานของชาวหุยมุสลิมมาจากหมวกขาว 6 มุมที่ผู้ชายหุยนิยมสวมใส่

(2)   ซินอี้เฉียน (มวยจิตและใจ) ซึ่งบางทีอาจจะมาจากจีหลงเฟิง

หม่าเสวี่ยหลี่ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์น้อยมาก ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันหน่อยก็แค่ 3 คน ได้แก่ หม่าสิง (Ma Xing), หม่าซานหยวน (Ma Sanyuan), และ จ้างจื่อเชิง (Zhang Zhicheng)

ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนมี 2 สายที่สำคัญคือ

(1)   สไตล์ลั่วหยาง (Luoyang Style) ก่อตั้งโดย หม่าสิง หรือบางทีก็เรียกว่า สไตล์หม่า

(2)   สไตล์ลู่ซาน (Lushan Style) สืบมาจาก จ้างจื่อเชิง สไตล์นี้ต่อมาถูกพัฒนาเพิ่มเติมโดย หม่ายจ้วงถู (Mai Zhuangtu) บางทีจึงเรียกว่า สไตล์หม่าย

หม่าสิง (Ma Xing) เป็นหลานชายของหม่าเสวี่ยหลี่ หม่าสิงศึกษาวิชามวยซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนและพัฒนาให้ใช้เวลาน้อยลงแต่ท่าฝึกยากขึ้นในเวลาต่อมา สไตล์ของหม่าสิงถ่ายทอดสู่คนในตระกูลหม่าและชุมชนมุสลิมในลั่วหยางเท่านั้น เพิ่งจะมารู้จักกันทั่วไปในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ผ่านมานี่เอง กังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนสไตล์หม่าถูกเรียกว่า "ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนสายลั่วหยาง" และถือเป็นกังฟูที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก หม่าสิงถ่ายทอดวิชากังฟูให้กับลูกชายของเขาคือ หม่าเม่ยหู (Ma Meihu)

หม่าเม่ยหูเกิดในปี 1805 และเสียชีวิตในปี 1928 เขามีอายุยืนถึง 119 ปี ลูกศิษย์ของเขาคือ หลิวว่านอี้ (Liu Wanyi) ตอนแรกก็เรียนกับหม่าสิง ต่อมาก็มาเรียนกับหม่าเม่ยหู ครั้งหนึ่งหลิวว่านอี้ถูกเชิญให้ไปสอนที่หนันหยาง พอไปถึงก็โดนท้าประลองโดย หลี่หู ผู้เป็นจอมยุทธ์เจ้าถิ่น หลิวบอกให้หลี่ออกหมัดก่อน หลี่เลยใช้หมัดทั้งสองข้างชกเข้าที่หูของหลิว แต่หลิวกันหมัดไว้ได้และใช้มือหนึ่งจับที่เอวของหลี่ อีกมือหนึ่งดึงตัวหลี่มา แล้วชกเข้าที่ศีรษะก่อนจะหักกระดูกสันหลังของหลี่ซะ! (โหดมั่กๆ)

ยอดลูกศิษย์ของหลิวคือ หม่าเมิ่งเล่อ (Ma Mengle) หรือ หม่าเมิ่งลั่ว (Ma Mengluo) ได้สอนลูกศิษย์ลูกหามากมายที่ลั่วหยาง ทั้งที่เป็นชาวหุยมุสลิมและชาวฮั่น

หม่าซานหยวน (Ma Sanyuan) ถือว่าเป็นกังฟูที่ความสามารถสูง แต่อารมณ์ร้อน และสังหารคู่ต่อสู้เสียมากมาย ต่อมาป่วยเป็นโรคจิตและฆ่าตัวตาย หม่าซานหยวนเป็นผู้ปรับซือปา (sipa) ให้เป็น 36 ท่า เพื่อให้มีทั้งหมัดและท่าของสัตว์รวมอยู่ด้วยกัน แม้โดยทั่วไปถือว่าแทบไม่หลงเหลือลูกศิษย์ของหม่าซานหยวนอยู่เลย แต่ก็ยังมีผู้ฝึกกังฟูสไตล์ของเขาอยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทห่างไกล

จ้างจื่อเชิง (Zhang Zhicheng) นับเป็นลูกศิษย์สายที่เริ่ดสุดในมวยซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนของหม่าเสวี่ยหลี่ จ้างมาจากหนันหยาง มณฑลเหอหนัน เขามีลูกศิษย์ค่อนข้างน้อย มีเพียง หลี่เจิ้ง (Li Zheng) หลานชายของเขาเองจากลู่ซานเท่านั้นที่ได้เรียนรู้มวยซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนจากเขาครบรูปแบบ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลี่เจิ้งมากมาย - บางคนบอกว่าหลี่เจิ้งเป็นผู้คุ้มกันกองคาราวานและเคยฝึก ท่าเดินไก่ หรือ จีปู้ (Ji Xing Bu) โดยที่เขาจะวิ่งตามกองคาราวาน เมื่อถึงกองคาราวานแล้วเขาจะเดินไปทางตรงข้ามสักพัก จากนั้นจึงวิ่งไล่ตามกองคาราวานอีก ด้วยวิธีนี้ขาของเขาจึงแข็งแรงมาก ฟุตเวิร์กว่องไว และเคลื่อนไหวคล่องตัว เนื่องจากฝึกหนักจนเชี่ยวชาญแบบนี้ทำให้ช่วงที่เขาชราแล้วเขาเคยใช้มือข้างหนึ่งผลักคู่ต่อสู้ไปไกลสุดกู่ ในขณะที่ยังสามารถถือถ้วยน้ำไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง และน้ำก็ไม่หกซักหยด

ลูกศิษย์ชาวหุยมุสลิมของหลี่เจิ้งที่ชื่อดังที่สุดคือ จ้างจู (Zhang Ju) ชาวลู่ซาน มณฑลเหอหนัน

มีเรื่องเล่าว่า จ้างจูเป็นเจ้าของร้านอาหารมุสลิมในลู่ซาน เขาจะเชิญหลี่เจิ้งเข้าร้านทุกครั้งที่หลี่เจิ้งเดินผ่าน จ้างให้ความเคารพหลี่อย่างสูง จากนั้นอีก 10 ปีหลี่เจิ้งจึงเข้าไปที่ร้านของจ้างและบอกว่า "ฉันรู้วิชากังฟูขั้นสูงและตัดสินใจจะถ่ายทอดให้กับเจ้า เพราะเจ้าเป็นผู้มีคุณธรรมสูง เจ้าต้องฝึกอย่างหนัก และในอนาคตต้องถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ 1-2 คน แต่หากเจ้าเห็นว่าวิชาหมัดมวยที่เจ้าเรียนรู้ไปไม่ควรค่าที่จะสอนใคร ก็จงเก็บมันเป็นความลับ อย่าสอนใครเลย!" ต่อมาจ้างจูก็ฝึกจนเป็นยอดกังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียน

จ้างจูมีลูกศิษย์ 2 คนคือ ลูกชายของเขาเอง จ้างเกิ้น (Zhang Gen) และหลานชายของเขา หม่ายจ้วงถู (Mai Zhuangtu)

จ้างเกิ้น (Zhang Gen) ฝึกกังฟูตั้งแต่เด็ก ต่อมาเชี่ยวชาญจนเป็นยอดกังฟูด้วยวัยเพียง 15 ปี เขาถูกเรียกว่า "เตาของการต่อสู้" (Stove for Scrap) เพราะจ้างเกิ้นเคยต่อสู้กับพวกโจรที่รู้วิชาหมัดมวยมากมาย เขาเคยฆ่าหรือทำให้คนพวกนี้พิการเพื่อจะได้ไม่มีโอกาสกลับมาทำร้ายคนอื่นอีก (แบบนี้เรียกว่า "เอาวิชาหมัดมวยคืน" ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในวงการกังฟูที่ต้องจัดการกับนักเรียนกังฟูที่ไม่ปฏิบัติตามกฎคุณธรรมของกังฟู - ดันไปเป็นโจรซะ)

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเพื่อนชาวกังฟูของเจิ้งจูมาเยี่ยมที่บ้าน เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้และถามถึงความสามารถด้านกังฟูของจ้างเกิ้นด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยนับถือเท่าไหร่ จ้างเกิ้นเลยบอกคุณลุงชาวกังฟูของเขาให้ระวังเขาไว้ให้ดี และก่อนที่คุณลุงผู้สบประมาทเขาจะทันตั้งตัว ก็เจอเข้ากับท่า ต้านป่า (Bear"s Dan Ba) หรือ หมีตะปบ (ซึ่งเป็นท่าที่มีชื่อเสียงที่สุดของมวยซินอี้ลิ่วเหอเฉวียน) ของจ้างเกิ้นเพียงครั้งเดียว คุณลุงเลยสลบไปครึ่งวัน ส่วนเก้าอี้ตัวที่คุณลุงนั่งก็หักตามระเบียบ

จ้างเกิ้นสอนลูกศิษย์ในหมู่บ้านใกล้เคียงหลายหมู่บ้าน และมักกลับบ้านตอนกลางคืน มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนเดินผ่านป่าระหว่างทางกลับบ้าน เขาสังเกตเห็นเงาตะคุ่มในความมืดเลยนึกว่าเป็นโจร จ้างใช้ท่าเหยี่ยวโฉบต้นไม้จัดการ แต่ปรากฏว่าเงานั่นดันกลายเป็นกิ่งไม้ใบหนา จ้างเลยโดนกิ่งไม้แทงตาย (ดู๊...ช่างตายง่ายดายจริงๆ )

หม่ายจ้วงถู (ค.ศ.1829-1892) หลานชายของจ้างจู ถือเป็นปรมาจารย์กังฟูสายลู่ซานที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด และหม่ายก็เป็นชาวลู่ซานตั้งแต่เกิด เขาค้าขายหนังสัตว์ เลยต้องเดินทางไปมณฑลใกล้เคียงบ่อย เขาเป็นผู้ถ่ายทอดกังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนให้ชาว โจวโข่ว (Zhoukou) ในเหอหนัน ซึ่งกลายมาเป็นศูนย์กลางของกังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนในศตวรรษที่ 20 เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีการค้นพบซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนในมณฑลซันสีและเหอเป่ย ซึ่งในช่วงที่หม่ายจ้วงถูเดินทางค้าขายหนังสตว์นั้นเขาเคยไปที่เมือง ชือ (Qi County) ในมณฑลซันสี ซึ่งเป็นที่อยู่ของตระกูลไต้ หม่ายจ้วงถูเคยสอนซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนให้กับลูกศิษย์ที่นั่น บางทีหม่ายอาจจะเคยได้ยินเรื่องของจีหลงเฟิงว่าเป็นผู้คิดค้นมวยซินอี้ที่นี่ก็อาจเป็นได้ ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนที่ถ่ายทอดโดยหม่ายมีส่วนละม้ายกับซินอี้ของตระกูลไต้พอสมควร

หม่ายจ้วงถูมีบทบาทในการพัฒนาซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนดังต่อไปนี้

  • ปรับซือป่า 36 ท่าเป็น 4 เซ็ต ซึ่งกลายมาเป็นวิธีการสำคัญในการฝึกซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนสายลู่ซาน
  • ในการแลกเปลี่ยนความรู้ท่ามวยซินอี้กับตระกูลไต้อาจทำให้หม่ายนำเอาท่ามวยของตระกูลไต้มาปรับเข้ากับสไตล์ของมุสลิม (เรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้ของทั้งสองสไตล์นี้ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป)
  • เผยแพร่ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนออกไปทั่วเหอหนัน ซันสีและส่านซี ชุมชนหุยมุสลิมในโจวโข่ว เหอหนัน กลายมาเป็นศูนย์กลางของสไตล์นี้

มีเรื่องเล่าว่า หม่ายเจิ้งถูเคยนั่งอยู่กับญาติของเขาคือ หลี่ห่ายเซิน (Li Haisen) ซึ่งเป็นยอดกังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียน ถกกันเรื่องวิชาหมัดมวย หลี่รำคาญเสียงเหยี่ยวที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ มาก เลยคิดจะหักต้นไม้ซะ หม่ายเจิ้งถูห้ามเอาไว้ จากนั้นหม่ายเดินไปดึงม่านไม้ไผ่ที่ประตูออกด้วยมือข้างหนึ่งก่อนจะจับเหยี่ยวเป็นๆ ด้วยมืออีกข้าง! (Oh, my God!) อีกครั้งหนึ่งที่เมืองอู้หยาง (Wuyang County) ติงเจ้าเสียง (Ding Zhaoxiang) อิหม่ามของเมือง ขอร้องให้หม่ายแสดงท่า "วิธีเกาะอยู่กับผีเสื้อ" (Sticking with Butterfly Method) หม่ายเอามือป้องไว้ด้านบนของผีเสื้อที่กำลังบิน เขาวิ่งตามไปเรื่อยๆ ผีเสื้อก็ไม่สามารถบินหนีจากใต้ฝ่ามือของหม่ายได้ หม่ายยังมีชื่อเสียงเรื่องชกคู่ต่อสู้ลอยไปกลางอากาศ จากนั้นจับตัวคู่ต่อสู้ไว้ไม่ให้ร่วงตกถึงพื้น (Wow!)

หม่ายเจิ้งถูมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ที่มีชื่อเสียงมากก็ได้แก่ ลูกชายของเขาเองคือ หม่ายเสวียลี่ (Mai Xueli), ติงเจ้าเสียง (Ding Zhaoxiang) อิหม่ามของเมืองอู้หยาง (Wuyang County), อ้านต้าฉิง (An Daqing) อิหม่ามของเมืองซีอาน, หยวนเฟิงอี้ (Yuan Fengyi) และ หยวนชางฉิง (Yuan Changqing) แห่งเมืองโจวโข่ว

เปาติง (Bao Ding หรือ Bao Xianting ค.ศ.1865-1942) ลูกศิษย์ของ อ้านต้าฉิง เขียนหนังสือเกี่ยวกับซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนขึ้นเป็นเล่มแรกชื่อว่า คู่มือมวยสิ่งอี้ พิมพ์ในปีค.ศ.1931 ก่อนหน้านั้นเขาเขียนเรื่อง อรรถาธิบายวิชามวยกำลังภายใน 13 ส่วน ตีพิมพ์ในปี 1927

หยวนชางฉิง ถ่ายทอดวิชามวยของเขาให้ หม่ายจิ้นขุ่ย (Mai Jinkui) เมืองโจวโข่ว ต่อมาหม่ายจิ้นขุ่ยอพยพไปอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น (ฮั่นโข่ว) มณฑลเหอเป่ย เล่ากันว่าหม่ายต้องเจอคู่ปรับมากมายที่นั่น หม่ายปราบได้หมด และกลายเป็นหัวหน้าคนงานที่ท่าเรือฮั่นโข่ว 

หยวนเฟิงอี้ มีลูกศิษย์ชื่อดัง 4 คนคือ ชางเสวียลี่ (Chang Xueli), หยางเตี้ยนชิง (Yang Dianqing), หลู่ ซงเก่า (Lu Song"gao), และ ซงกั๊วะปิน (Song Guobin)

ชางเสวียลี่ (Chang Xueli) ตอนแรกชางเป็นลูกศิษย์เรียนมวยชาซี่ (Chazi) จากหยวนเฟิงอี้ ต่อมาเมื่อหยวนชกแพ้หม่ายเจิ้งถู หยวนจึงขอเป็นลูกศิษย์ของหม่ายจ้วงถู ชางเสวียลี่จึงเริ่มเรียนกังฟูซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนจากทั้งหม่ายจ้วงถูและหยวนเฟิงอี้ ชางเป็นลูกศิษย์ที่เก่งที่สุดของหยวน เขาได้แชมป์ Leitai ในการแข่งขันกังฟูที่เมืองไคเฟิงด้วยการเอาชนะ จ้างชือหลิน (Zhang Qilin) ยอดกังฟูจากเส้าหลิน และต่อมาอีกไม่กี่วันจ้างชือหลินก็เสียชีวิตลงจากอาการบาดเจ็บภายใน

หลู่ ซงเก่า (Lu Song"gao ค.ศ.?-1962) เป็นคนแรกที่ทำให้ซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนแพร่หลายทั่วไปและสอนลูกศิษย์ที่มิใช่มุสลิม ในการชกครั้งหนึ่งหลู่ทำให้คู่ต่อสู้ที่เมืองโจวโข่ว บ้านเกิดของเขาเสียชีวิต หลู่จึงต้องหลบหนี ตอนแรกเขาหนีไปที่อู่ฮั่น ซึ่งทำให้เขาพบกับครอบครัวตระกูลเถี่ย (ลูกสาวบุญธรรมของหม่ายจ้วงถูแต่งงานกับ เถี่ยปิง) จากนั้นเดินทางไปที่มณฑลอันฮุย พักอยู่กับ ซ่งกั๊วะปิน (Song Guobin) ศิษย์สำนักกังฟูหยวนเฟิงอี้เหมือนกัน ท้ายที่สุดหลู่ก็ย้ายอีกและตั้งรกรากที่เมือง เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเขาเอาชนะยอดกังฟูที่มีชื่อเสียงมากมาย ต่อมาเหล่ายอดกังฟูมุสลิมซินอี้ลิ่วเหอเฉวียนก็ยาตราทัพกันเข้ามาสู่เซี่ยงไฮ้ จนเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของกังฟูมุสลิม

 

ที่มา: Jarek Szymanski. Xinyi Liuhe Quan - the secret art of Chinese Muslims. ChinaFromInside. 2002.

http://www.chinafrominside.com/ma/xyxy/xylhhistory.html